คืบหน้า!แม่อุ้มลูกน้อยปั่นจักรยานจากสุรินทร์จะกลับบ้านที่พิษณุโลกกลางดึก

คืบหน้า!แม่อุ้มลูกน้อยปั่นจักรยานจากสุรินทร์จะกลับบ้านที่พิษณุโลกกลางดึก เผยทะเลาะกับแฟนก่อนโดนทิ้งไว้แคมป์คนงาน ล่าสุดนายกเทศบาลพร้อม จนท.บ้านพักเด็กและครอบครัวเมืองช้างเข้าช่วยเหลือแล้ว แยกแม่บำบัดบุหรี่แต่สามารถเยี่ยมลูกได้ตลอด
ความคืบหน้า กรณีหญิงอุ้มลูกน้อยวัย 3 ขวบ ปั่นรถจักรยานเข้าตัวเมือง จ.สุรินทร์ เพื่อจะกลับบ้านเกิด ที่ จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2566 เวลาประมาณ 21.52 น. หลังทะเลาะกับแฟนก่อนแฟนจะหนีกลับ จ.ศรีสะเกษ ทิ้งหญิงรายดังกล่าวไว้กลับลูกน้อยลำพัง 2-3 วัน หลังจากผู้สื่อข่าวพบและได้เข้าพูดคุย จึงยอมพาลูกกลับแคมป์ก่อสร้างภายในวัดแห่งหนึ่ง ที่ทำงานอยู่ก่อนหน้านี้

ล่าสุดวันนี้ (7 พ.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.สุรินทร์ และหน่วยงานเทศบาล ต.สนม จ.สุรินทร์ ได้ลงพื้นที่หลังทราบข่าว เพื่อพูดคุยหาแนวทางช่วยเหลือ โดยหน่วยงานบ้านพักเด็กและครอบครัว ได้สอบถามว่าจะกลับบ้านหรือไม่ ทางด้าน น.ส.ณัฐวรรณ พาทา อายุ 45 ปี(แม่ของเด็ก 3 ขวบ) บอกว่า หากจะกลับ ก็ไม่รู้จะไปอยู่กับใคร เพราะพ่อแม่และพี่สาวก็เสียชีวิตแล้ว ส่วนพี่น้องบางคนก็มีครอบครัว
เมื่อทราบสถานกาณณ์ เจ้าหน้าที่ฯ เสนอว่า ให้นำน้อง (ลูกชาย) ไปอยู่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.สุรินทร์ เพราะเด็กมีการพัฒนาการช้า ไม่พูดอะไรเลยสักคำ กลัวว่าเด็กจะมีปัญหา และเพื่อให้เด็กได้เรียนหนังสือด้วย ทางด้านแม่เองนั้น ยอมรับว่าติดบุหรี่ ซึ่งถ้าไปอยู่ด้วยที่บ้านพักฯ จะแยกแม่ออกไปเพื่อเข้าบำบัดให้เลิกบุหรี่

ด้านนายพงษ์ศักดิ์ เจริญพันธ์ นายกเทศบาล ต.สนม ได้เข้ามาพูดคุยด้วย จนในที่สุด น.ส.ณัฐวรรณ ยอมนำลูกไปบ้านพักฯ และตัวเองจะเข้าบำบัดเลิกบุหรี่ ซึ่งสถานที่ก็อยู่ใกล้ๆกัน สามารถเข้าไปหาลูกได้ หลังจากนี้ ค่อยประสานที่บ้านเกิด จ.พิษณุโลกว่าจะกลับไปอยู่ยังไง
น.ส.ณัฐวรรณ ระบุว่า มาทำงานก่อสร้างเจดีย์ที่วัดธาตุ บ้านสนม หมู่ที่ 2 ต.สนม อ.สนม จ.สุรินทร์ มาทำงานกับแฟนได้ 3-4 เดือน ทะเลาะกันกับแฟน แฟนไล่หนี และแฟนก็ขับรถจักรยานยนต์หนีกลับบ้านที่ จ.ศรีสะเกษ 2-3 วัน ก็ไม่ยอมกลับ จึงรู้สึกน้อยใจมาก ตัดสินใจหอบเสื้อผ้าอุ้มลูกปั่นจักรยานออกจากแคมป์ เพื่อกลับไปบ้านเกิด อยู่ที่บ้านใหม่สามัคคี เลขที่ 13 หมู่3 ต. บ้านมุง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ซึ่งจากบ้านมาเกือบ 20 ปีแล้ว ไม่เคยติดต่อทางญาติเลย และไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของญาติด้วย
ก่อนจะเจอผู้สื่อข่าวและกู้ภัย ซึ่งเกลี้ยกล่อมให้กลับมานอนที่แคมป์ในวัดก่อน และนำสู่การให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว





