สตง.ชี้ อบจ.ตรัง ละเมิดสร้างมัสยิด ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 82 ล้านกว่าบาท

สตง.ชี้ อบจ.ตรัง ละเมิดสร้างมัสยิด ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 82 ล้านกว่าบาท

สตง.ชี้ อบจ.ตรัง ละเมิดสร้างมัสยิด ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 82 ล้านกว่าบาท ขณะที่ทีมผู้บริหาร อบจ.ชุดเก่ามีลุ้นลอยนวล เพราะอายุความใกล้สิ้นสุด ทีมบริหารชุดใหม่ต้องเตรียมใจอาจจะต้องชดใช้เงินแทน

(8 ธ.ค.66) ณ ห้องประชุมพระยารัษฎา ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดตรัง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง เป็นประธานในงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ประจำปี 2566 ซึ่งในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้มีการประชุมสรุปผลการดำเนินงานปัญหาส่อการทุจริตประพฤติมิชอบหลายโครงการ เช่น ด่านตรวจช่างน้ำหนัก และ โครงการก่อสร้างมัสยิดตรัง ซึ่งโครงการก่อสร้างมัสยิดตรังที่ทาง ป.ป.ช.ตรัง ป.ป.ช.ภาค 9 และหลายหน่วยงานที่ลงพื้นที่ตรวจสอบหลายครั้ง 

สรุปว่าทาง สตง.ตรัง ชี้ อบจ.ตรัง ละเมิดสร้างมัสยิดไม่สามารถดำเนินงานได้ ตามกฏหมายตามอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ซึ่งในขณะนั้นนายกิจ หลีกภัย ดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยู่ในขณะนั้น และปัจจุบันยังไม่ได้ส่งมอบ เพราะตัวอาคารมีความชำรุดทรุดโทรม ต้องใช้งบประมาณก้อนใหม่มาซ่อมแซมจึงจะสามารถส่งมอบได้ 

โดย นางลัดดาวรรณ เดชประสิทธิ์ รักษาการแทนท้องถิ่นจังหวัดตรัง กล่าวว่า ขออนุญาตนำเรียนเพียงเบื้องต้น เพราะยังอยู่ในกระบวนการขั้นตอนของกระบวนการทางกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ก็จะมีในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดตรังที่มีหน้าที่กำกับดูแลองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ได้รับแจ้งหนังสือจากจาก สตง.ภาค ในกรณีที่ปรากฏตามข่าว มีการตรวจสอบแล้วได้ความในลักษณะของมัสยิดกลางดำเนินการแล้วแต่เข้าลักษณะที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ซึ่งในทางหน่วยตรวจสอบก็เห็นว่ากรณีที่ดำเนินการไปไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ได้มีความประสงค์จะให้ดำเนินการในส่วนของการดำเนินการละเมิดให้ชดใช้เงินในส่วนที่ไม่สามารถดำเนินงานได้ ตามกฏหมายตามอำนาจหน้าที่ของ อบจ. เรื่องก็ได้ส่งผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในส่วนของผู้ว่าก็ได้นำแจ้งไปยัง อบจ.ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานรัฐตามราชบัญญัติละเมิดที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะดำเนินการในส่วนตามข้อสังเกตหรือความเห็นของ สตง.ภาค ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการก็จะเป็น อบจ.ตรัง ในฐานะหัวหน้าหน่วยงานที่ต้องทำการตรวจสอบว่ามูลมันเป็นไปตามที่ สตง.ได้ทำความเห็นหรือสังเกตหรือไม่ 

กรณีที่เกิดความเสียหายตามที่ สตง.ได้ชี้มูลมาในส่วนของการหาผู้ชดใช้ เพื่อที่จะนำเงินของรัฐที่เสียไปมาคืนรัฐ ก็ขั้นตอนนี้อยู่ในการดำเนินการของ อบจ.ตรัง ซึ่งความคืบหน้าในขณะนี้การดำเนินการก็คืออาจะเป็นการดำเนินการในเรื่องของเอกสารของการชี้แจงไปยัง สตง. อาจจะใช้สิทธิว่าอยากจะยืนยันเรื่องของอำนาจหน้าที่ให้ สตง.ได้ทราบที่ทำไปแล้วทาง อบจ.เองคาดว่าจะถูกหรืออย่างไรซึ่งต้องรอทาง สตง.ให้ความเห็นอีกทีหนึ่ง 

ส่วนกระบวนการทางการละเมิด มีประเด็นที่อาจมีข้อกังวลว่างบประมาณในการดำเนินโครงการมัสยิดค่อนข้างจะสูง เพราะฉะนั้นจะมีความโปร่งใสอย่างไรได้บ้างในทางนี้ก็ได้ให้ความเห็นว่าในกรณีมีการดำเนินการตามกฎหมายละเมิดเมื่อเราดำเนินการเสร็จแล้วก็จะต้องรายงานไปยังหน่วยเหนือ คือกระทรวงการคลังซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบใน

ส่วนของกฎหมายเรื่องของความถูกต้องในส่วนของการชดใช้อีกคราหนึ่ง ก็ถือว่าไม่น่ากังกลในกรณีที่มีการใช้งบประมาณที่ผิดที่ไม่ถูกต้องจริง ๆ ได้คืนในส่วนของงบประมาณในส่วนนี้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องรอกระบวนการตรวจสอบของผู้บริหารหน่วยงานของรัฐว่าผลออกมาจะเป็นเช่นไร ผู้ใดบ้างที่เกี่ยวข้องในกระบวนการชดใช้ค่าเสียหายคราวนี้ ส่วนงบประมาณตามที่ สตง.แจ้งกับทางจังหวัดคือ 82 ล้านกว่าบาท ที่เป็นงบประมาณรวม ในส่วนของการก่อสร้าง  

มีประเด็นหนึ่งในทางกฎหมายมีความตกบกพร่องว่าเมื่อทาง อบจ.ได้รับหนังสือ ก็ได้ทำหนังสือมายังผู้ว่าราชการจังหวัดขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดวินิจฉัยว่าสิ่งที่ อบจ.ทำ ก็เป็นเงื่อนไขของข้อกฎหมายอีกกฎหมายหนึ่งว่าด้วยการรับเงินจ่ายเงิน แต่ทางจังหวัดเองด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดโดยสำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนจังหวัดก็ได้ทำความเห็น 

ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดแทงหนังสือไปยังหน่วยงาน อบจ.ว่าเมื่อต้องการให้ผู้ว่าตรวจสอบวินิจฉัยว่า อบจ.ทำถูกต้องหรือไม่ ยังไม่เห็นว่า อบจ.ตรังได้ดำเนินการชี้แจงไปยัง สตง.ก่อนตามขั้นตอน และวิธีการเป็นสาระสำคัญที่ตัวระเบียบระบุไว้ เพราะฉะนั้นทางผู้ว่าได้มีหนังสือแจ้งไปยัง อบจ.ตรังคงไม่สามารถวินิจฉัยตามที่กฎหมายกำหนดว่าด้วยข้อ 103 ให้ได้เนื่องจาก อบจ.ยังไม่ดำเนินการชี้แจงเรื่องนี้ไปยัง สตง. จึงกลายเป็น อบจ.จะต้องไปดำเนินกระบวนการ ต้องไปพิจารณาว่าเลือกใช้ช่องทางไหน จะไปทำการชี้แจงไปยัง สตง.ก่อนหรืออย่างไร 

แต่ถ้าชี้แจงก่อนปรากฏว่าตัวระเบียบตัวนี้ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว เพราะฉะนั้นจะมาให้เสนอผู้ว่าวินิจฉัยให้ว่าสิ่งที่ทำนั้นเห็นชอบหรือไม่อันนี้ก็ต้องงดไปในทางกฎหมายเพราะว่ากฎหมายตัวระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงินซึ่งกำหนดข้อ 103 ให้ผู้ว่าในการวินิจฉัยจะได้โต้แย้งกับ สตง.ได้ปัจจุบันไม่มีแล้ว กฎหมายเปลี่ยนไปต้องไปดูกฎหมาย พรบ.การเงินการคลังว่ากรณีที่หน่วยงานมีความเกี่ยวข้องในการใช้งบประมาณ กรณีหน่วยตรวจสอบเห็นว่าเป็นยังไง อบจ.ก็ต้องไปดำเนินงานกับหน่วยที่เป็นหน่วยตรวจคือ สตง. ตอนนี้เอกสารที่มใของ สตง.มีอีกฉบับในส่วนของการปรับปรุงมัสยิด ให้ความเห็นเรื่องของการไม่ใด้ใช้ประโยชน์ เห็นกระบวนการที่ทำก่อนหน้าก่อนที่ตนเองจะมารักษาการจังหวัดก็มีเรื่องการไปปรับปรุง 

เรียนว่าในเรื่องของการตรวจสอบของการปรับปรุงตอนนี้ในทางผู้กำกับดูแลเรายังไม่ได้เห็นเอกสาร ว่าหน่วยตรวจเข้าไปตรวจสอบว่าขาดตกบกพร่องประการใดใช้อำนาจถูกหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่มีเพียงเห็นแต่ว่าในประเด็นไม่ได้ส่งมอบให้ ทางคณะกรรมการอิสลามในการใช้ประโยชน์จะเป็นต้นขั้วให้กับทาง อบจ.ทางผู้บริหารชุดนี้มาดำเนินการในส่วนของพัสดุคือทำให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งไปยังคณะกรรมการ 

ส่วนของการดำเนินนี้จะถูกทั้งหมดหรือชอบทั้งหมดหรือผิดทั้งหมดหรือไม่ก้ให้หน่วย ตรวจสอบที่เป็นหน่วยตรวจสอบไปทำความเห็นและแจ้งผู้กำกับดูแล ซึ่งจะขับเคลื่อนงานนี้อาจจะต้องมีอีกรอบในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นชุดผุ้บริหารชุดนี้ซึ่งเป๋นชุดใหม่ในการดำเนินงาน ซึ่งการดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 50-51ซึ่งอายุความ 10 ปี การดำเนินการไม่แล้วเสร็จก็จะตกไปใส่มือคนที่มารับช่วงในการรับผิดชอบต่อซึ่งว่าด้วยทางกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง