ญาติยัน “โค้ชเอส” เป็นคนดี ขอความเป็นธรรมหากไม่ผิด

ญาติ “โค้ชเอส” ยืนยันที่ผ่านมาโค้ชเป็นคนดี ทำทีมฟุตบอลหลายสิบปี ช่วยดึงเด็กให้ห่างไกลยาเสพติด ไม่อยากเชื่อทำอนาจารเด็ก ที่ผ่านมาไม่เคยมีมลทินจนกระทั่งมารู้จักกับ “ผู้พันกุ๋ย” ได้ 3 ปี วอนถ้าสุดท้ายพบว่าไม่ผิด ขอความเป็นธรรมให้ด้วย
(16 ธ.ค. 66) จากกรณีการจับกุมนายสมพร หรือโค้ชเอส อายุ 43 ปี ข้าราชการตำแหน่งเกษตรอำเภอแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี และเป็นโค้ชทีมฟุตบอลเด็ก พร้อมกับ พ.ต.เกียรติศาสตร์ หรือผู้พันกุ๋ย อายุ 64 ปี อดีตทหาร ผู้สนับสนุนของทีมฟุตบอลที่โค้ชเอสเป็นโค้ชอยู่ ในความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กชาย หลังมีแม่ของเด็กมาร้องเรียนมูลนิธิปวีณาฯ ว่าลูกชายวัย 10 ขวบ ถูกละเมิดและมีการถ่ายคลิปและรูปภาพไว้
ซึ่งจากการตรวจค้นจับกุมพบคลิปที่โค้ชเอส และผู้พันกุ๋ยถ่ายไว้โดยเจ้าหน้าที่จะขยายผลไปตรวจสอบว่า มีการนำคลิปไปใข้เพื่อการค้าหรือเปิดกลุ่มลับและส่งคลิปไปหรือไม่ พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 2 รวม ข้อกล่าวหา คือ ร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปีกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี, ร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร, ร่วมกันพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ, ร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีเพื่อการอนาจาร, และ ร่วมกันกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจให้เด็กกระทำอันมีลักษณะลามกอนาจาร ซึ่งทั้ง 2 ให้การรับสารภาพ ทุกข้อกล่าวหา
ล่าสุดวันนรี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นที่บ้านของโค้ชเอส ที่ ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี อีกครั้งหนึ่ง มีแม่และพี่สาวของโค้ชเอสเป็นคนพาตรวจค้น
ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับนางเอ(นามสมมติ) อายุ 73 ปี แม่ของโค้ชเอส เล่าวว่าโค้ชเอสเป็นลูกชายคนที่ 5 ในจำนวนทั้งหมด 6 คน เป็นลูกชายคนเดียว เรื่องนี้ตนเองยังไม่อยากจะเชื่อว่าลูกชายจะทำแบบนี้ แต่สำหรับผู้พันเวลามาพักที่บ้านลูกชาย จะเห็นเรียกเด็กๆ เข้าไปนอนในห้องด้วย เพราะมีเด็กมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ 3 คน ส่วนจะทำอนาจารหรือไม่ตนก็ไม่รู้
ย้อนไป 30 ปีที่ลูกชายทำทีมฟุตบอล ไม่เคยมีเรื่องไม่ดีแบบนี้เลย เพราะตนเองก็อยู่บ้านหลังเดียวกันกับลูกชาย ตอนนี้สงสารลูกชาย อยากจะขอความเป็นธรรมให้ลูกชายด้วย อยากให้ตร.ทำเรื่องนี้พิสูจน์อย่างกระจ่าง หากเขาทำผิดก็ดำเนินตามกฎหมาย แต่หากลูกชายไม่ผิดก็ขอความเป็นธรรมด้วย เพราะเขายังหนี้เยอะมีภาระผ่อนบ้านผ่อนรถอยู่ และเขาเป็นคนเดียวที่รับราชการ ถ้าจะออกจากราชการไม่รู้จะทำไปอะไร และอนาคตเขากำลังไปได้ไกล สมัยลูกชายไปรับราชการที่อ.วังสามหมอ พ่อแม่ของเด็กๆ ก็รักลูกชายมาก เอาของมาฝากประจำ ไม่เคยเห็นมีเรื่องเลย
ขณะที่นางบี(นามสมมติ) น้าของโค้ชเอสก็กล่าวยืนยันว่าที่ผ่านมาตั้งแต่ทำทีมฟุตบอลมา โค้ชเอสไม่เคยมีเรื่องไม่มีมลทินใดใดเลย นิสัยส่วนตัวโค้ชเอสเป็นคนเหล้าก็ไม่กิน บุหรี่ก็ไม่สูบ เรียนก็ได้เกรดเฉลี่ยดีมาก คอยช่วยเหลือทั้งญาติพี่น้องและเด็กๆ ที่ติดยาเสพติด จนกระทั่งมารู้จักกับผู้พันกุ๋ยเมื่อ 3 ปีก่อน ก็กลับมาเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ตนไม่อยากปรักปรำใคร แต่อยากขอความเป็นธรรมให้หลานชายด้วย
ทางด้านนางซี(นามสมมติ) อายุ 54 ปี พี่สาวของโค้ชเอสบอกว่าเรื่องนี้ตนก็สงสารน้องชาย เพราะจากที่รู้จักกับเขา เขาตั้งทีมฟุตบอลเพื่อดึงเอาเด็ก ๆ มาทำทีม 30 ปีไม่เคยมีเรื่องไม่ดีเลย ส่วนที่เขาเป็นคนโสดไม่แต่งงาน เขาก็บอกว่าเคยมีสาวๆ มาติด แต่เห็นสภาพครอบครัวของพี่สาวหลายคนเขาก็เลยไม่อยากมีภรรยา
ส่วนเรื่องที่น้องจะทำแบบนี้ เรื่องเอาเด็กมาทำทีมฟุตบอลผู้ปกครองมารับมาส่งตลอด ไม่คลาดสายตา แต่ก็ผิดสังเกตและตนก็ไม่ได้ใส่ร้ายใคร หลังจากผู้พันรู้จักน้องชายก็มีปัญหา ไม่เฉพาะผู้พันสนับสนุน ก็มีอบต.ในท้องที่สนับสนุนเช่นกัน
หลังเกิดเรื่อง ตนเองนอนไม่หลับเลย สงสารน้องชายมาก ส่วนเรื่องส่วนตัวของน้องชายไม่รู้จริงๆ จะจริงหรือไม่จริง ส่วนที่มีข่าวว่าน้องชายไปเอาเด็กจากผู้ปกครอง ไม่ใช่เลย มีญาติของผู้ปกครองมาส่งลูกถึงบ้านเลย น้องชายทำทีมมา 30 ปีไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นแบบนี้ หรือจะเป็นคราวเคราะห์ของน้องชาย ไม่เคยคิดว่าน้องชายจะมาเสียเพราะเรื่องแบบนี้




