แม่ นร. ม.3 ร้องสื่อ ลูกเสียชีวิตหลังร่วมกิจกรรม รร.

แม่น้ำตาคลอ! ลูกชาย ม.3 ไปร่วมกิจกรรมของโรงเรียน ก่อนเกิดเหตุกระดูกคอหัก 2 ท่อน หลังเล่นฟุตบอลบนหาดทราย ด้าน ผอ. ขู่ไม่ช่วยเรื่องเงินค่างานศพ หากแจ้งดำเนินคดี ครอบครัวเป็นหนี้กว่า 60,000 บาท ยากจนกู้เงินนอกระบบ-กู้ครูประจำชั้น 40,000 บาท จัดงาน ส่วน รร.ช่วยเพียง 12,000 บาท
วันนี้ (21 เม.ย.) ที่ ศูนย์ประสานงานสายไหมต้องรอด ซ.สายไหม 38 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพฯ น.ส.พัชรี อายุ 44 ปี มารดาของ น้องดีฟ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบูรณ์ เข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือกับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และในฐานะที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย หลังจากเมื่อวันที่ 21 มี.ค. ลูกชายไปร่วมงานปัจฉิมนิเทศจบการศึกษาของทางโรงเรียน โดยมีคณะครูและผู้บริหารพานักเรียนไปร่วมงาน จากนั้นได้มีการพาเด็กนักเรียนไปที่หาดนางรำ จ.ชลบุรี เพื่อเล่นน้ำและพักผ่อน ต่อมาลูกชายเกิดอุบัติเหตุล้มหัวฟาดทรายคอหักขณะเล่นบอลบนหาดกับเพื่อน ๆ ทำให้ขยับร่างกายไม่ได้ ปากเขียว ก่อนเสียชีวิตที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในวันที่ 26 มี.ค. และจัดงานฌาปนกิจศพเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่วัดไร่เหนือ จ.เพชรบูรณ์ แต่เงินที่ได้รับการช่วยเหลือเยียวจากโรงเรียนกลับไม่เพียงพอหรือสมสัดส่วน
โดยทางโรงเรียนได้ชี้แจงว่า ก่อนเหตุการณ์เกิดขึ้นลูกชายได้ร่วมเล่นฟุตบอลชายหาดกับเพื่อนนักเรียน แต่ระหว่างทำกิจกรรมในกลุ่มนักเรียนได้ตั้งกฎลงโทษกัน โดยการทำท่าสมอบก หรือพุ่งเอาหัวปักพื้นทรายทำให้ลูกชายหมดสติ และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

น.ส.พัชรี กล่าวว่า สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตของบุตรชายนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากคณะครูโรงเรียนได้พาเด็กนักเรียนไปทำกิจกรรมปัจฉิมนิเทศที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยพานักเรียนไปด้วยรถบัส จำนวน 2 คัน ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุ โรงเรียนได้พานักเรียนไปพักผ่อนเล่นน้ำทะเลที่หาดนางรำ จ.ชลบุรี จากนั้นในช่วงกลางวัน ตนได้รับโทรศัพท์จากลูกพี่ลูกน้องแจ้งว่าลูกชายประสบอุบัติเหตุสาหัสบนหาดนางรำ ขณะเล่นฟุตบอลชายหาดกับเพื่อน ๆ ก่อนกระโดดพุ่งหัวลงน้ำทะเลเพราะบทลงโทษ แต่ไม่มีใครรู้ว่าบริเวณดังกล่าวน้ำทะเลมันตื้นและทรายหนาแน่นจนทำให้ความเร็วและแรงที่ลูกชายพุ่งลงไป ศีรษะยาวไปลงถึงช่วงคอเกิดเหตุหักทันที และรับทราบเพียงแค่ว่าลูกชายขยับตัวไม่ได้ปากเขียวซีด ก่อนได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งร่างลูกชายไปรักษาที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ตนจึงรีบเดินทางจากอีกจังหวัดเพื่อไปเฝ้าอาการลูกชายด้วยความเป็นห่วง
น.ส.พัชรี กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุ ตนก็ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.พลูตาหลวง และ สภ.สัตหีบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้สอบถามว่าตนติดใจสาเหตุการเสียชีวิตหรือประสงค์แจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ ซึ่งตนก็ไม่ได้ติดใจเพราะคิดว่าเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ เพราะเพื่อนๆของลูกชายที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ล้วนพูดตรงกันว่ามันเป็นอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ลูกชายนอนรักษาตัวที่ รพ. ปรากฏว่าในวันที่ 26 มี.ค. แพทย์แจ้งว่าชีพจรอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และท้ายสุดเสียชีวิตลง จึงมีการเตรียมจัดงานศพให้ลูกชาย แต่ตนและครอบครัวไม่มีเงิน ทำมาหากินรายวัน ยากจน จึงได้สอบถามความช่วยเหลือไปที่โรงเรียนของลูกชาย แต่ในตอนแรกทางโรงเรียนกลับปฏิเสธ และบ่ายเบี่ยงความช่วยเหลือเรื่องเงิน กระทั่งท้ายสุดตนต้องไปอ้อนวอนขอกู้เงินจากครูประจำชั้น จำนวน 40,000 บาท
โดยแจ้งว่าหากได้เงินประกันอุบัติเหตุลูกชายของโรงเรียน จำนวน 100,000 บาท จะนำมาคืนให้ ซึ่งเงินประกันฯ ยังเบิกไม่ได้ เนื่องจากต้องเอกสารทางการแพทย์ทั้งใบรับรองแพทย์และใบชันสูตรศพ แต่เงินจำนวน 40,000 บาทนี้ก็ยังไม่เพียงพอ ตนจึงต้องไปกู้เงินนอกระบบมาอีก รวมเบ็ดเสร็จแล้วเป็นหนี้กว่า 60,000 บาท ขณะที่ทาง ผอ.โรงเรียน ได้ช่วยเหลือมา 12,000 บาท และทางโรงเรียนก็ได้ช่วยเรื่องขนมหรือดอกไม้ในงานศพลูกชาย แต่ตนก็มองว่ามันยังไม่เหมาะสมเพียงพอ ไม่ได้สัดส่วน เพราะตอนที่ใช้รถรับจ้างไปรับศพลูกชายย้ายจาก รพ. มาบ้าน ตนก็เสียเงินไปเอง 8,000 บาท เวลาเรียกร้องไปทางโรงเรียนเรื่องเงิน ทางโรงเรียนก็อ้างว่าเงินในซองก็จำนวนเยอะแล้ว โรงเรียนไม่ได้มีเงินงบประมาณในส่วนนี้ ตนแค่ขอให้กระดูกลูกชายได้บรรจุในโกฎ เพราะตอนนี้ถูกฝังอยู่ในดิน ทางโรงเรียนก็ไม่ช่วยเหลือแล้ว เพราะแจ้งว่าได้ช่วยมาเยอะแล้ว
ภายหลังเกิดเหตุทางครอบครัวไม่ได้ติดใจในสาเหตุการตายเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่เมื่อได้เข้ามาปรึกษากับทางเพจสายไหมต้องรอดแล้ว กลับมองว่ามีหลายข้อสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตของลูกชาย อีกทั้งก่อนหน้านี้ตัวเองไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับด้านกฎหมาย และถูกทางบุคลากรของโรงเรียนพูดในทำนองข่มขู่ ทำให้ไม่ได้เข้าแจ้งความเอาผิดกับใคร
ซึ่งภายในวันพรุ่งนี้เพจสายไหมต้องรอดจะพาครอบครัวผู่เสียชีวิตเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรสัตหีบ ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมจะประสานงานกับทางกระทรวงศึกษาธิการให้ตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นอีกด้วย
ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และในฐานะที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น มันอยู่ในความรับผิดชอบภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ ที่ตนมองว่าผู้ปกครองควรได้รับความช่วยเหลือมากกว่านี้ เพราะครอบครัวผู้ตายมีอาชีพหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้มีเงินมาก แต่ถ้าโรงเรียนกลับช่วยเหลือเพียงยอดเงินจำนวนดังกล่าว และพยายามปฏิเสธบ่ายเบี่ยงว่าโรงเรียนไม่มีงบประมาณในการช่วยเหลืออีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตนจะสอบถามไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสอบถามเรื่องงบประมาณในการช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ประสบอุบัติเหตุในลักษณะดังกล่าวว่าจะมีเงินส่วนใดเข้ามาช่วยเหลือจุนเจือได้หรือไม่ เพราะงานปัจฉิมนิเทศที่เกิดขึ้นเป็นกิจกรรมที่โรงเรียนพาเด็กนักเรียนไป
ดังนั้น โรงเรียนควรจะมีความรับผิดชอบมากกว่านี้หรือไม่ และตนก็จะปรึกษาประสานข้อมูลไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมเพื่อดูในส่วนของเงินค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา แล้วถ้าหากคุณแม่ของน้องดีฟประสงค์จะกลับไปดำเนินคดีใหม่อีกครั้ง ก็ขอให้ทางคุณแม่ไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดกับญาติพี่น้องให้เรียบร้อยก่อน ส่วนตนจะช่วยเหลือประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ให้




