เผย 5 สินค้าและบริการที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หากขึ้นค่าไฟเป็น 4.68 บาท/หน่วย

สนค.ชี้หากขึ้นค่าไฟ 4.68 บาท/หน่วย กระทบต้นต้นธุรกิจ เผย 5 สินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
(18ธ.ค.66) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์ ผลกระทบของการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ" พบว่าหากมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเป็น 4.68 บาทต่อหน่วย (เท่ากันทั้งครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม) จากระดับปัจจุบัน ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 17.29 จะส่งผลกระทบในหลากหลายมิติ ทั้งอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ต้นทุนผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดอยู่แล้ว
เนื่องจากค่ากระแสไฟฟ้าเป็นปัจจัยการผลิตต้นน้ำที่สำคัญ หากมีการปรับขึ้นค่ากระแสไฟฟ้าจะส่งผ่านผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั้งกลางน้ำและปลายน้ำ ผ่านการส่งผลกระทบทางตรงและทางอ้อม (direct and indirect effect) ได้เป็นวงกว้างในมิติของต้นทุน ไฟฟ้าเป็นต้นทุนของภาคการผลิตและบริการทั้งในระดับต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำโดยมีสัดส่วนร้อยละ 2.51 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด (ข้อมูลจากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต , Input-OutputTable) โดยสาขาการผลิตที่มีการใช้ไฟฟ้าเป็นต้นทุนสูง ได้แก่
- การผลิตน้ำแข็ง (ร้อยละ 29.88 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด โรงแรมและที่พักอื่น (ร้อยละ 17.12)
- สถานที่เก็บสินค้าและการเก็บสินค้า (ร้อยละ 16.90)
- การประปา (ร้อยละ14.30)
- การผลิตซีเมนต์ (ร้อยละ 12.13)
- การปั่นด้าย การหีบฝ้าย และเส้นใยประดิษฐ์ (ร้อยละ 12.11) ตามลำดับ
ขณะที่ในมิติของสินค้าที่ครัวเรือนบริโภคนั้น ค่ากระแสไฟฟ้ามีสัดส่วนถึงร้อยละ 3.90 ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนดังนั้น การปรับขึ้นค่ากระแสไฟฟ้าทั้งระบบ (ภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคครัวเรือน) ร้อยละ 17.29 ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งต้นทุนการผลิตและการบริโภคของครัวเรือนทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยภาคการผลิตและบริการจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.65 และภาคครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.66 ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมทันทีร้อยละ 0.66 และมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกถึงร้อยละ 1.62 หากมีการส่งผ่านต้นทุนการผลิตและบริการไปยังสินค้าขั้นสุดท้ายในระยะต่อไป โดย 5 สินค้าและบริการที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ประกอบด้วย
- น้ำแข็ง
- ค่าห้องพักโรงแรม
- น้ำประปา
- เสื้อผ้า
- ผ้าอ้อมเด็ก
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงทำให้ค่าเช่าบ้านและอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะราคาอาหารสำเร็จรูปเป็นผลจากค่าเช่าพื้นที่หรือค่าเช่าตลาดที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ควรเฝ้าระวังและติดตามภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบค่อนข้างสูงจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหรือบริการที่มีการแข่งขันสูง มีสภาพคล่องต่ำ การเติบโตทางรายได้และผลประกอบการยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงมีผู้ประกอบการรายย่อยเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมดังกล่าว
โดยจากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า วิเคราะห์กลุ่มที่มีอัตราส่วนสภาพคล่องต่ำกว่า 1 และวิเคราะห์อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมที่ยังคงติดลบ (หรือขาดทุน) ในปี 2565 เช่น
- โรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ -12.6 โดยมีจำนวนวิสาหกิจขนาดย่อย (Micro SME) เป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคลทั้งหมด
- เกสต์เฮาส์ มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ - 7.4 โดยมีจำนวนวิสาหกิจขนาดย่อยสูงถึงร้อยละ 80
- การผลิตน้ำแข็งเพื่อการบริโภค มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ -3.5 โดยมีจำนวนวิสาหกิจขนาดย่อยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12.2
- การทอผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ - 2.1 โดยมีจำนวนวิสาหกิจขนาดย่อยอยู่ที่ร้อยละ 47.5และ
- การผลิตจักรยาน มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ -1.1 โดยมีจำนวนวิสาหกิจขนาดย่อยอยู่ที่ร้อยละ 31.5 ดังนั้นการปรับเพิ่มค่าไฟฟ้า ย่อมเพิ่มความเสี่ยงให้กับกลุ่มธุรกิจเหล่านี้มากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




