colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

เมื่อ “เลือกตั้งระบบใหม่”  มีไว้เพื่อ ตัดตอนพรรคการเมือง

12 ส.ค. 2560 (19:40 น.)

-

จำนวนการดู

-

จำนวนการแชร์

  • แชร์เรื่องนี้
f

 

ต้องยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้การเมืองไทยหลังปี 2540 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากคือ การสร้างความเข้มแข็งให้ “พรรคการเมือง” ผ่านระบบเลือกตั้ง หากย้อนกลับไปดูจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั้นต้องการสร้างการเมืองที่มีจุดสุดท้ายไปอยู่ที่มีพรรคการเมืองใหญ่แข่งขันกันสองพรรค  

 

เพราะก่อนนั้นเราเจอปัญหารัฐบาลผสม และ ส.ส. ที่สร้างอัตราต่อรองกับพรรค จนนโยบายใดๆ ไม่สามารถขยับได้ แน่นอนว่ารวมถึงข้อครหา ส.ส. ขายตัว

 

เป้าประสงค์ของรัฐธรรมนูญ2540 จึงอยู่ที่การให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง หวังแข่งขันด้วยนโยบายและขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นจริง รวมถึงมีความรับผิดชอบต่อคนที่ส่งลงรับสมัครเลือกตั้ง

 

ซึ่งต้องบอกว่ารัฐธรรมนูญ 2540 ทำสำเร็จอย่างมาก และสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว จนกว่าหลายๆ คนจะปรับตัวตามทันด้วยซ้ำ

 

นาทีนั้น “พรรคไทยรักไทย” ซึ่งอ่านเกมทะลุ ใช้ความรู้ความเข้าใจสร้างพรรคตัวเองให้เข้มแข็ง และเรียกได้ว่าเข้มแข็งกว่าพรรคอื่นไปมาก เพราะความเข้าใจต่อ “กติกา” นี้เอง ทำให้พวกเขาได้เปรียบและชิงความได้เปรียบจากกติกานี้มาอย่างต่อเนื่อง

 

หากอ่านสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจะเห็นว่าสิ่งทเสริมสร้างให้พรรคการเมืองเข้มแข็งผ่านระบบเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ 2540 มี สามประการด้วยกัน

 

dd
  1. ระบบปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งเปิดโอกาสให้มี ส.ส.ของพรรค ที่เป็น ส.ส.ของทั้งประเทศซึ่งไม่ยึดติดกับเพียง ส.ส. พื้นที่ ซึ่งทำให้พรรคที่มีความนิยมมีโอกาสได้ ส.ส. มากขึ้นแม้ในแบบเขตจะไม่ได้ก็ตาม

 

  1. ผู้มีสิทธิสามารถกาบัตรสองใบ  ใบหนึ่งเลือกคนที่เป็นตัวแทนของแบบแบ่งเขต และอีกใบเลือกพรรคในการเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ และนี่เอง ที่มีการนำเสนอตัวแทน และคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านการเลือกตั้ง

  

  1. การเลือกตั้งใช้เบอร์เดียวเหมือนกันทั้งประเทศ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงว่าใครมาจากพรรคไหนอย่างเป็นรูปธรรมและเห็นได้ชัดที่สุด  ประชาชนก็จะจำได้ว่าพรรคส่งใคร ใครเป็นตัวแทนพรรค และแน่นอนนอกจากจะเป็นการเลือกตัวแทนในเขตแล้ว ยังมีนัยถึงการเลือกพรรคทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกนโยบายพรรค หรือจะมองว่าเป็นการเลือกนายกฯ ทางอ้อมก็ได้เช่นเดียวกัน

 

แต่กับการเลือกตั้งครั้งใหม่ แน่นอนว่าคนร่างย่อมถอดบทเรียนมาแล้วว่าอะไรที่ทำให้พรรคใหญ่เข้มแข็ง ซึ่งความเข้มแข็งก็สร้างได้จากระบบเลือกตั้งนั่นเอง  จึงมีความพยายามเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งยิ่งใหญ่เกินไป และเมื่อพรรคไม่เข้มแข็งแล้ว เสถียรภาพหรือการดำเนินตามนโยบายที่หาเสียงไว้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  กระบวนการลดทอนความสำคัญของพรรคผ่าน “ระบบเลือกตั้ง” จึงได้ถูกเซ็ตขึ้น

 

เริ่มแรกด้วยความสำคัญของระบบปาร์ตี้ลิสต์ถูกลดทอนลง  เหลือเป็นเพียงส่วนเติมเต็มเท่านั้น  โดยจะใช้คะแนนจากทั้งประเทศ (ป๊อปปูลาร์โหวต)  เป็นตัวกำหนดว่า ใครจะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เท่าไหร่ หาก ได้ ส.ส. เขต เกินกว่าคะแนนความนิยมหรือ ป๊อปปูลาร์โหวตที่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคนั้นก็จะไม่มีเลย มีแต่ ส.ส. เขต แต่หากมี ส.ส.เขตไม่ถึงคะแนนนิยม ปาร์ตี้ลิสต์ตจึงจะมาเป็นส่วนเติมเต็ม

 

ฟังดูเหมือนก็น่าจะดีที่ใช้คะแนนป๊อปปูลารโหวตมาเป็นตัวกำหนดเพดาน ส.ส.  

 

แต่ยังมีล็อกชั้นที่สอง ที่ว่าด้วยการให้เลือกด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว เพราะแทนที่ป๊อปปูลาร์โหวตจะถูกแทนที่ด้วยการกาบัตรเลือกพรรค  เหมือนประเทศอื่นที่ใช้ระบบคล้ายคลึงกัน ซึ่งโดยมากจะมีบัตรให้กาสองใบ   แต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญกลับออกแบบให้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวตเป็นคะแนนเดียวกับคะแนนที่เลือก ส.ส. เขต  เพราะกำหนดให้มีบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว

   

นั่นหมายความว่าในกรณีที่ผู้มีสิทธิสองจิตสองใจ ว่าจะเลือกใครระหว่างคนหรือพรรค ก็จำเป็นต้องตัดสินใจ ต่างจากที่ผ่านมาซึ่งหากยังสองจิตสองใจ อาจจะชอบคนแต่ไม่ชอบพรรคก็ยังมีทางเลือก เพราะสามารถแบ่งกันเลือกได้อย่างละใบ

 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องพูดกันเล่นๆ เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้งของไทยนั้นมีความยึดติดกับตัวบุคคลในพื้นที่ค่อนข้างสูง ด้วยวัฒนธรรมความผูกพัน ความเกรงอกเกรงใจต่อผู้ที่เคยช่วยเหลือ ดังนั้นเมื่อถึงคราวต้องตัดสินใจ  จึงมีความเป็นไปได้ว่าเขาจะเลือกตัวบุคคลมากกว่าพรรคการเมือง เพราะหากคนนั้นไม่ได้รับเลือกตั้ง สิ่งที่พวกเขาเคยได้อาจจะไม่ได้

 

และสำทับด้วยล็อกสุดท้าย การกำหนดให้ผู้สมัครในแต่ละเขตใช้หมายเลขที่ต่างๆ กัน ไม่ใช่แบบเดียวกับช่วงหลังรัฐธรรมนูญ 2540  ยิ่งทำให้ความเป็นพรรคกับความเป็นตัวบุคคลแยกห่างออกไป เพราะต้องไม่ลืมว่าการกำหนดให้ใช้เบอร์เดียวกันทั้งประเทศเป็นการสร้างจุดแข็งให้พรรคการเมืองและยืนยันว่า คนๆ นี้เป็นคนของพรรคจริง

 

เมื่อไม่ใช้หมายเลขเดียวกันความรู้สึกผูกพันและการจดจำในฐานะของตัวแทนพรรคก็จะยิ่งน้อยลง

 

และยิ่งเมื่อทำให้จุดต่อเชื่อมระหว่างพรรคกับบุคคลขาดลง พรรคก็จะยิ่งมีพื้นที่ยืนในสังคมการเมืองยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2560 น้อยลงไปอีก  

 

หลายคนอาจบอกว่าแต่ก่อนเราก็ใช้วิธีการเลือกพรรคเดียวหลากเบอร์  แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าแต่ก่อนนั้นยังไม่มี ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ

 

หลายคนอาจจะบอกว่า  แค่นี้ไม่ทำให้กระทบอะไร หรือทำให้พรรคอ่อนแอลง  แต่หากมองจะเห็นว่า แต่ละกระบวนการมีการทำอย่างเป็นระบบ ตัดตอนหรือลดทอนอย่างละนิดอย่างละหน่อย  โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การสลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง

 

หากมองว่าการที่พรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นปัญหา การตัดตอนเสียตั้งแต่กระบวนการเลือกตั้งก็ย่อมเป็นผลดี  แต่หากการทำให้การเมืองอ่อนแอเพื่อความง่ายต่อการครอบงำการบริหารประเทศในอนาคต วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ได้ผลเช่นกัน

 

เพราะการตัดตอนแต่ฐานรากย่อมเป็นวิธีที่ชะงัดที่สุด

 

​​​​​​บทความโดย อสรพิษ

colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme

คิดอย่างไรกับเรื่อง :

เมื่อ “เลือกตั้งระบบใหม่”  มีไว้เพื่อ ตัดตอนพรรคการเมือง

  • ติดต่อโฆษณา02-833-2000
COPYRIGHT © 2016
THAI BROADCASTING COMPANY LIMITED
ALL RIGHTS RESERVED
ติดตามเรา
colorThemecolorThemecolorThemecolorThemecolorTheme